Warning Adult Content 18+ เนื้อหาเหมาะกับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

รพ.รัฐ รับฝังยาคุมกำเนิดฟรี วิธีป้องกันท้องก่อนวัยอันควร สำหรับวัยรุ่นที่อายุ 10-20 ปี

Home / เพศศึกษา / รพ.รัฐ รับฝังยาคุมกำเนิดฟรี วิธีป้องกันท้องก่อนวัยอันควร สำหรับวัยรุ่นที่อายุ 10-20 ปี

“ยาฝังคุมกำเนิด” เป็นอีกหนึ่งวิธีของการคุมกำเนิดที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ด้วยความที่โลกสมัยนี้หมุนไว เด็กๆ ก็เหมือนจะโตเกินวัยตามไปด้วย เราก็มักจะได้เห็นคุณแม่วัยใสเยอะขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายก็กลายมาเป็นปัญหาของสังคม เพราะถ้าหากเราท้องในขณะที่ยังไม่พร้อม หรือท้องในวัยเรียน ปัญหาที่ตามมาอย่างแรกก็คือ เราไม่มีกำลังในการเลี้ยงลูกที่กำลังจะเกิดมาอย่างแน่นอน สุดท้ายภาระเหล่านี้ก็ต้องตกไปอยู่ที่พ่อ-แม่ของเรา และนอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

ซึ่งเราเชื่อได้เลยว่า ยังมีวัยรุ่นอีกหลายคน ที่ไม่รู้ถึงวิธีการป้องกันหรือวิธีการคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง เพราะบางคนอาจจะคิดว่าการซื้อยาคุมฉุกเฉินมากินเองเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นวิธีที่ผิดมากเลย ดังนั้น วันนี้ แคมปัส-สตาร์ ก็มีอีกหนึ่งวิธีในการคุมกำเนิดที่ดีกว่าการกินยาคุมกำเนิดมาฝากน้องๆ กันด้วย นั่นก็คือ “ยาฝังคุมกำเนิด” ที่สามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 3-5 ปี แถมวัยรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ยังสามารถเข้ารับบริการฝังยาคุมได้ฟรีได้ที่โรงพยาบาลของรัฐได้อีกด้วย อย่างอื่นเลยเรามาทำความรู้จักกับยาฝังคุมกำเนิดกันก่อนเลย 

‘ยาฝังคุมกำเนิด’ วิธีป้องกันท้องก่อนวัยอันควร

'ยาฝังคุมกำเนิด' วิธีป้องกันท้องก่อนวัยอันควร

ยาฝังคุมกำเนิดคืออะไร?

ยาฝังคุมกำเนิด หรือยาคุมกำเนิดแบบฝัง (Contraceptive implant หรือ Implantable contraception) เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวชนิดหนึ่ง โดยการฝังฮอร์โมนเพศหญิงที่ทำเป็นแท่งเล็กๆ เข้าไปที่ใต้ผิวหนังใต้ท้องแขนด้านที่ไม่ถนัด ซึ่งฮอร์โมนนี้จะค่อยๆ ซึมผ่านออกมาจากแท่งยาเข้าสู่ร่างกาย และไปทำการยับยั้งการเจริญเติบโตของฟองไข่ของผู้หญิง ทำให้ไม่มีการตกไข่ สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้

ยาฝังคุมกำเนิดป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างไร?

ยาฝังคุมกำเนิด จะประกอบด้วย ฮอร์โมนเพศหญิงโปรเจสติน (Progestin,ฮอร์โมนเพศหญิงสังเคราะห์) เพียงชนิดเดียว จึงไม่มีผลข้างเคียงของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เหมือนในยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม

  • ในยาฝังคุมกำเนิดที่ชื่อ Implanon® จะเป็นฮอร์โมน Etonogestrel 68 มิลลิกรัม แล้วค่อยๆ ปล่อยฮอร์โมนออกมาวันละ 70-60 ไมโครกรัมเท่านั้น
  • ส่วน Jadelle® จะเป็นฮอร์โมน Levonorgestrel 75 มก. ปล่อยฮอร์โมนออกมาวันละ 100-40 ไมโครกรัม (ระดับฮอร์โมนจะสูงในช่วงแรก และค่อยๆลดลงจนคงที่ในระยะเวลาต่อมา)

กลไกการป้องกันการคุมกำเนิด คือ ฮอร์โมนที่ปล่อยออกมาจากแท่งยาฝัง จะไปมีผลทำให้ฟองไข่ไม่พัฒนา จึงไม่สามารถโตต่อไปจนตกไข่ได้ ทำให้ไม่มีไข่ที่จะรอผสมกับเชื้ออสุจิ จึงไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ฮอร์โมนนี้ยังทำให้มูกที่ปากมดลูกเหนียวข้น ทำให้เชื้ออสุจิว่ายผ่านเข้าไปได้ยาก จึงช่วยลดโอกาสเกิดการผสมกับไข่ ยาฝังคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดดีมาก โอกาสการตั้งครรภ์น้อยกว่า 1 ใน 100 ของผู้หญิงที่ใช้ยาฝังคุมกำเนิด

ข้อดีของยาฝังคุมกำเนิดมีอะไรบ้าง?

  1. สะดวกสบาย เมื่อไปรับการคุมกำเนิดวิธีนี้ สามารถคุมกำเนิดได้นาน 3-5 ปี (แล้วแต่ชนิดของยา)
  2. ไม่ต้องรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดทุกวัน ลดโอกาสลืมกินยา หรือต้องไปฉีดยาคุม กำเนิดทุก 3 เดือน ลดโอกาสฉีดยาคลาดเคลื่อนไม่ตรงกำหนด
  3. ไม่มีผลข้างเคียงของฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เป็นฝ้า
  4. เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง

ข้อเสียของยาฝังคุมกำเนิดมีอะไรบ้าง?

  1. ประจำเดือนกะปริบกะปรอย พบมากที่สุด หรือไม่มีประจำเดือน หรือเกิดภาวะขาดประจำเดือน
  2. อาจมีน้ำหนักตัวขึ้น
  3. ปวดแขนบริเวณที่ฝังแท่งยาคุมกำเนิด
  4. แผลที่ฝังยาเกิดการอักเสบ หรือมีรอยแผลเป็น
  5. อารมณ์แปรปรวน
  6. ปวด/เจ็บเต้านม
  7. มีโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูก (ท้องนอกมดลูก) หากเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น
  8. อาจเกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ

ข้อควรรู้ ผู้หญิงที่ไม่สามารถใช้ยาฝังคุมกำเนิดได้?

  1. คนที่เป็นโรคตับ เพราะผลข้างเคียงของยาฝังคุมกำเนิด อาจส่งผลให้เกิดตับอักเสบเพิ่มขึ้นได้
  2. มีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม เพราะยาฝังคุมกำเนิดอาจกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งลุกลามแพร่กระจาย
  3. มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะยาฝังคุมกำเนิดอาจกระตุ้นให้เลือดออกมากขึ้น
  4. มีภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก เพราะยาฝังคุมกำเนิดอาจรบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวในภาวะเลือดออก

ใครที่สามารถฝังยาคุมกำเนิดได้บ้าง?

โครงการฝังยาคุมกำเนิด สำหรับวัยรุ่นหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 10-20 ปี สามารถเข้ารับการฝังยาคุมกำเนิดฟรีได้ที่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ตาม พ.ร.บ. การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นปี 2559 ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โทร. 1330

————————-

ข้อมูลจาก : haamor.comwww.egov.go.th