รู้จักประเภทของ เบาหวาน ที่เป็นได้ใน เด็ก และวัยรุ่น

โรคเบาหวานหลายๆ คนอาจจะมีความเข้าใจว่าเป็นในผู้ใหญ่อายุ 20-30 ปีขึ้นไป จริงๆ แล้วโรคนี้มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งเด็ก วัยรุ่น ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีลงไปได้เหมือนกัน วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง โรคเบาหวานในเด็ก และวัยรุ่นจาก รศ.พญ.ธนินี สหกิจรุ่งเรือง สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย มาเผยแพร่ให้ทุกคนได้อ่านทำความเข้าใจกันไว้ จะได้รู้เท่าทันนะคะ

ประเภทของ เบาหวาน ที่เป็นได้ใน เด็ก และวัยรุ่น

เบาหวานที่พบในเด็กและวัยรุ่น จำแนกออกเป็น

เบาหวานชนิดที่ 1 โรคทางภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่ง

ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นต่อต้านตนเอง (autoimmune) แล้วภูมิคุ้มกันนี้ได้ไปทำลายตับอ่อนทีละ น้อย ๆ จนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ในที่สุด เบาหวานชนิดนี้เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดในเด็กและวัยรุ่น (ประมาณร้อยละ 70 ของผู้เป็นเบาหวานที่เป็นเด็กและวัยรุ่น)

สาเหตุ เบาหวานชนิดที่ 1

ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน มีสมมุติฐานว่าผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงด้านพันธุกรรมบางอย่าง ร่วมกับมีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมมากระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านตับอ่อนตนเอง ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุถึงปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้อย่างชัดเจน แต่มีการศึกษาว่าอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิด หรือการที่สมดุลจุลินทรีย์ในร่างกายเปลี่ยน แปลงไป จนส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันและตับอ่อนในที่สุด

อาการ เบาหวานชนิดที่ 1

เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลถูกขับออกมาทางปัสสาวะ อาจมีประวัติปัสสาวะมีมดตอม ปัสสาวะบ่อย และเยอะ หรือมีปัสสาวะรดที่นอนในวัยที่ไม่สมควร เมื่อร่างกายเสียน้ำมาก จึงมีอาการกระหายน้ำบ่อยผิดปกติ และเนื่องจากร่างกายนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีอาการอ่อนเพลีย กินจุ หิวบ่อย น้ำหนักลด และหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ก็อาจมีเลือดเป็นกรดและคีโตนคั่ง เราเรียกภาวะนี้ว่า “ดีเคเอ” (DKA; Diabetic ketoacidosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ฉุกเฉิน บางคนอาจอาเจียน ปวดท้อง หายใจหอบหรืออาจหมดสติ ซึ่งต้องการรักษาอย่างเหมาะสมโดยรีบด่วน

การรักษา เบาหวานชนิดที่ 1

การรักษาเด็กกลุ่มนี้ คือ ต้องได้รับอินซูลินทดแทน ซึ่งในปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับอินซูลินโดยรูปแบบฉีดเท่านั้น มีความพยายามผลิตอินซูลินในรูปแบบอื่นๆ เช่นรับประทาน หรือแบบพ่นทางปาก แต่พบว่าได้ผลไม่ดีเนื่องจากอินซูลินถูกทำลายได้ง่ายในกระเพาะอาหารผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องฉีดอินซูลินวันละอย่างน้อย 3-4 ครั้ง ทุกๆ วันไปตลอดชีวิต และตรวจน้ำตาลปลายนิ้วด้วยตนเอง รวมถึงมีการพัฒนาเครื่องมือสำหรับเดินยาอินซูลินแบบต่อเนื่อง ใต้ผิวหนัง ปัจจุบัน ได้มีการคิดค้นการรักษาอื่นๆ เช่น ตับอ่อนเทียม (artificial pancreas) ซึ่งจะอาศัยองค์ประกอบ 3 อย่างได้แก่ เครื่องให้อินซูลินแบบต่อเนื่อง (insulin infusion pump) เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลต่อเนื่อง (continuous glucose sensor) และระบบประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูลและคำนวณการให้อินซูลิน

ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวยังใช้ในวงจำกัดในโครงการวิจัย ยังไม่ได้นำมาใช้ในผู้เป็นเบาหวานโดยทั่วไป สำหรับการปลูกถ่ายตับอ่อนและเบต้าเซลล์ เป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งในการหาวิธีการรักษาเบาหวานให้หายขาด อย่างไรก็ตามเมื่อติดตามไประยะยาว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถหยุดยาฉีดอินซูลินอย่างถาวรได้ และจำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันระยะยาว นักวิจัยทั่วโลกมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะพัฒนาเซลล์ซึ่งสามารถสร้างอินซูลินได้จากแหล่งอื่น ๆ เช่นจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (stem cells) ซึ่งยังอยู่ในการศึกษาวิจัย

การจัดอาหาร เบาหวานชนิดที่ 1

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะไม่จำกัดพลังงานมากเหมือนกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักจะผอมอยู่แล้ว แนะนำให้รับประทานอาหารตามปกติที่ต้องการตามวัย โดยสัดส่วนพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตอยู่ที่ร้อยละ 50 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับในหนึ่งวัน และเลือกคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นเร็วหรือขึ้นสูง (มีค่า glycemic index ต่ำ) เช่น ควรรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตจากข้าวหรือธัญพืชที่ไม่ขัดสี หลีกเลี่ยงการรับประทานคาร์โบไฮเดรตจากขนมหวาน เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด หรือมีไขมันสูงเกินไป เป็นต้น

วิธีการรักษา เบาหวานชนิดที่ 1

เด็กและวัยรุ่นผู้เป็นเบาหวานควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ สามารถเล่นกีฬา เรียนพละได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป ไม่ควรมีการถูกจำกัดกิจกรรมใด ๆ การออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อใช้พลังงาน มีประโยชน์มากในการควบคุมระดับน้ำตาลและมีผลดีต่อสุขภาพด้วย แนะนำให้ออกกำลังกายหรือกิจกรรมออกแรงอย่างน้อยวันละ 20-30 นาทีทุกวัน โดยสอนให้ผู้ป่วยปรับลดขนาดอินซูลินหรือเพิ่มมื้ออาหารว่างขณะออกกำลังกายเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำตาลต่ำ

ภาพ: Oh My Venus

เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นแบบเดียวกับเบาหวานที่พบมากในผู้ใหญ่

ปัจจุบันเริ่มเป็นกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในเด็กวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 นี้ ตับอ่อนยังสร้างอินซูลินได้ แต่เนื่องจากร่างกายอ้วนมากเลยดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่พอเพียง อย่างไรก็ตามเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ป้องกันได้ด้วยการลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารให้ดี ซึ่งอาจช่วยให้สามารถควบคุมน้ำตาลได้ โดยไม่ต้องใช้ยาฉีดหรือยารับประทาน การเฝ้าติดตามการเจริญเติบโตของเด็ก รีบวินิจฉัยและรักษาโรคอ้วนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการป้องกัน

สาเหตุ ของเบาหวานชนิดที่ 2

เบาหวานที่เกิดจากยาหรือการติดเชื้อบางชนิด เช่น เด็กที่กินยาสเตียรอยด์ในปริมาณมาก และติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะมีอาการหน้าบวม ตัวกลม ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เป็นต้น ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่ภาวะอ้วน และมักมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน

วิธีรักษา กำลังใจสำคัญที่สุด

กำลังใจนับเป็นสิ่งสำคัญในการรักษา ทั้งจากพ่อแม่ของผู้ป่วย เพื่อน และคุณครู ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจที่ จะดำเนินชีวิตอย่างคนปกติ กล้าเปิดเผยว่าตนเองเป็นเบาหวาน มีผู้ป่วยเบาหวานตั้งแต่เด็กจำนวนมากที่สามารถใช้ชีวิตจนประสบความสำเร็จ เช่น เป็นแพทย์ เป็นวิศวกร หรือศึกษาสำเร็จระดับปริญญาเอก การเป็นโรค เบาหวานยังทำให้เด็กมีระเบียบวินัยในการดูแลตนเอง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพเด็กใน ระยะยาว

ในกรณีที่ผู้ป่วยเด็กรู้สึกโดดเดี่ยว การได้เข้าร่วมกิจกรรมออกค่ายร่วมกับผู้ป่วยโรคเดียวกันหรือทำกิจกรรมกับชมรมเครือข่ายผู้เป็นเบาหวาน จะช่วยปรับทัศนคติของเด็ก และได้รับความรู้และกำลังใจในการดูแลเบาหวานอย่างถูกต้อง

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียด และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ หรือ เฟซบุ๊ก สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี www.dmthai.org หรือที่ เว็บไซต์ ชมรมเพื่อเด็กและวัยรุ่นเบาหวาน www.thaidiabetes.com

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ข้อมูลจาก รศ.พญ.ธนินี สหกิจรุ่งเรือง สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, www.thaihealth.or.th

บทความแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง