15 เคล็ดลับเพื่อผิวสวยหน้าหนาว

Home / สุขภาพทั่วไป / 15 เคล็ดลับเพื่อผิวสวยหน้าหนาว

ผิวหน้าหนาวจะแห้งกร้านง่ายกว่าหน้าไหนๆ ไม่ใช้เพราะขาดน้ำมัน แต่ขาดน้ำต่างหาก ชวนสาวๆ มารู้จักดูแลรักษาผิวหน้าหนาวกันตั้งแต่วันนี้ดีกว่า

15 เคล็ดลับเพื่อผิวสวยหน้าหนาว

1. ไนท์ครีม

เลือกปรนนิบัติผิวก่อน 4 ทุ่ม เพราะช่วงเวลาระหว่าง 3 ถึง 4 ทุ่ม เซลผิวจะทำงานซ่อมแซมตัวมันเอง แถมยังเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ทาครีมแก้สิวในตอนกลางคืน เพราะอุณหภูมิในตัวคุณจะสูงขึ้นราว 1-2 องศา ซึ่งจะทำให้รูขุมขนเปิดกว้างขึ้น และทำให้เนื้อครีมที่คุณลูบไล้ลงบนผิวก่อนนอนซึมซาบได้ดีขึ้น เพื่อช่วยให้เนื้อครีมซึมซาบได้ดีขึ้น ให้ใช้น้ำอุ่นปะพรมบนใบหน้าก่อน หรือทำให้ครีมบำรุงอุ่นขึ้นด้วยการถูฝามือหลังป้ายเนื้อครีมแล้ว จากนั้นจึงค่อยลูบไล้ให้ทั่วผิวหน้า

2. ขัดหน้าต้องทำบ่อยแค่ไหน?

แนะนำว่าถ้าต้องการขัดผิวหน้า ก็ควรทำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งและขัดผิวกาย เดือนละ 1-2 ครั้ง แต่ถ้าสาวไหนที่มีเซลลูไลท์ แนะนำให้ขัดผิวบริเวณส่วนที่เป็น อาจจะทำทุกวันเลยก็ได้

วิธี : ใช้ฟองน้ำสำหรับขัดหน้าหรือเจลสำหรับขัดผิวหน้าสูตรอ่อนโยนพิเศษ ล้างหน้าให้เปียก แล้วขัดให้ทั่วใบหน้า 1-2 นาที อย่างเบามือ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด (ปรึกษาพนักงานเคาน์เตอร์เพื่อให้ได้เจลขัดผิวหน้าที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณในหน้าหนาว)

3. สูตรหน้านิ่ม

สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำมาสก์เองด้วยผลิตผลจากธรรมชาติ หน้าหนาวอย่างนี้แนะนำให้ใช้
นมสด 1/2 ช้อนชา, น้ำผึ้งแท้ 1/2 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน นำมาทาใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 8-10 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด

4. ชโลมครีมบำรุงผิว

หลังจากอาบน้าเสร็จ เช็ดตัวแบบลวก ๆ พอ เอาให้ผิวเปียกหมาด ๆ ไม่แห้งสนิท แล้วทาครีมเลย วิธีนี้จะทำให้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ช่วยเก็บกักน้ำให้ผิวได้อีกเท่าตัว

5. เคล็ดลับดูแลผิวหน้าหนาว

ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นดีกว่าน้ำอุ่น เพราะยิ่งใช้น้ำอุ่นหน้าก็จะยิ่งแห้งมากขึ้น cละคันมากขึ้นค่ะ

6. ใช้สบู่อ่อนๆ

โยนสบู่ที่มีสารเคมีรุนแรง อย่างพวกที่ให้ฟองเยอะๆ ทิ้งลงขยะไปเลย หันมาใช้เจลอาบน้ำถนอมผิวที่ผสมมอยส์เจอร์ไรเซอร์แทนจะดีกว่าเลือกพวกที่มีส่วนประกอบสำคัญ อย่าง คาร์โมมายล์ยูคาลิปตัส

7. กันแดด

หน้าหนาว แดดจะแรงขึ้นอีก ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมทาครีมกันแดดด้วย เลือกครีมกันแดดSPF 15-20 พร้อมมอยส์เจอร์ไรเซอร์เข้มข้นจะดีมากอย่าง ว่านหางจระเข้ สมุนไพรต่าง ๆ จะช่วยป้องกันผิวเป็น 2 เท่า

8. ดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาว

จะช่วยทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ช่วยให้ร่างกายฟอกเลือดได้เร็วขึ้น กำจัดของเสียภายในร่างกายไปในตัว ซึ่งจะทำให้ผิวสดใสน่ามอง

9. ขัดผิวแบบนิ่มนวล

ช่วงอากาศหนาว ๆ อย่าใช้ผ้าเปียก, ฟองน้ำเนื้อหยาบ หรือเจลที่มีเนื้อทรายมาขัดผิวเด็ดขาด

10. ถนอมเรียวมือ

พกครีมทามือติดตัวไว้ด้วย จะได้เอามาทาหลังจากทุกครั้งที่ฟอกสบู่ล้างมือ ยิ่งเรียนหนังสือต้องจับหนังสือ กระดาษสมุดจด จะยิ่งทำให้มือแห้งขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้นเก็บโลชั่นไว้ใต้โต๊ะในห้องเรียน จะดีมาก ๆ

11. ทานให้ผิวสวย

ทานผลอโวคาโดอาทิตย์ละครั้ง กรดไขมันของผลอโวคาโดจะช่วยให้ผิวสวย

12. ปากชุ่มชื้น

พกลิปมันติดตัว เลือกที่มีส่วนผสมที่มี SPF 15 ด้วยคนที่ริมฝีปากแห้งแตกมาก ๆ ให้เลือกใช้ลิปมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันทีทรี

Tip : สำหรับลิปมันที่มาในรูปกระปุก ให้ใช้แปรงทาปากจุ่มเนื้อลิปขึ้นมา อย่าใช้นิ้วมือที่จะไปทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค

13. แปรงเท้า

ใช่แล้ว… แปรงเท้า ซึ่งก็เหมือนกับเอาแปรงมาแปรงตัวยังไงยังงั้นเลย แปรงตอนที่ผิวยังแห้งอยู่ จะช่วยขจัดขี้ไคล ผสมน้ำมันทีทรีเข้าไป ช่วยขจัดแบคทีเรียได้อีกด้วย

14. กันผมไฟฟ้าสถิตย์

ผมบินได้เหรอ แล้วดึงแปร๊บ ๆ อีกด้วย ไม่ยากเลย แค่สะกิดมอยร์เจอร์ไรเซอร์ที่ทาตัวของเรานี่แหละ ถูกับฝ่ามือ ไปตามปลายผม ถ้าเป็นมาก ก็ ลูบช่วงกลาง เส้นผมด้วย

15. ทาครีม

หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ให้เน้นทาครีมตรงบริเวณช่วงขาทั้งหมด เพราะเป็นส่วนที่ผิวแห้งได้ง่ายมาก เผื่อสวมใส่กระโปรงหรือกางเกงสั้น ๆ ที่กำลังฮิต ๆ ตอนนี้ จะได้ไม่เห็นหนังงูอันน่าเกลียดน่ากลัว

ผิวในหน้าหนาว ดูแลให้เป็น!!

ระยะนี้อากาศเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูหนาว จึงพบปัญหาผิวหนังบางอย่างได้บ่อยในคนไทย มีผิวแตก แห้ง และคัน เกิดจากความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่น้อยลง และคนเมืองส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้องปรับอากาศ ซึ่งมีแต่ความเย็น แต่ไม่มีการปรับความชื้นให้เหมาะสม ทำให้ผิวหนังแห้งได้ง่าย คนที่เสี่ยงต่อผิวแห้งได้ง่าย มีผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคเกล็ดปลา (โรคผิวหนังที่เป็นขุยๆ ตามหน้าแข้ง) ผู้เป็นโรคภูมิแพ้ตามผิวหนัง หรือ ผู้ที่มักมีผิวแห้งเป็นประจำ มีอาการคัน

ปัญหาใหญ่ของผิวแห้งคือ ความเข้าใจผิด เมื่อคันก็นึกว่าเป็นเพราะความสกปรก ทำให้นำสบู่มาฟอกหรือซื้อสบู่ยาแรงๆ มาใช้ หรืออาจคิดว่าเกิดจากเชื้อรา จึงซื้อยาแก้เชื้อรามาใช้ หรือแม้แต่แป้งน้ำที่นำมาทาแก้คันส่วนใหญ่ผสมแอลกอฮอล์ ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ผิวแห้งลงมากกว่าเดิม เกิดเป็นวงจรเลวร้าย แห้ง-คัน-ทายา-ยิ่งแห้ง-ยิ่งคัน-ยิ่งทายา…..ไม่สิ้นสุด

ข้อแนะนำในการดูแลผิวที่แห้งนั้น ควรต้องลดการฟอกสบู่และอาบน้ำลง เช่น อาบน้ำเพียงวันละครั้ง หรือไม่ต้องฟอกสบู่ทั้งตัว แต่ให้ฟอกบริเวณที่มีความอับชื้นแทน เช่น ตามหน้าอก หรือ ข้อพับ นอกจากนี้ ควรทาครีมบำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้นควบคู่ไปด้วย หลักง่ายๆ ในการเลือกครีมคือ ควรเลือกครีมที่ใช้แล้วไม่แพ้ และไม่ต้องใส่น้ำหอมลงไปมาก เลือกครีมที่มีคุณภาพดี ราคายุติธรรม ระวังครีมให้ความชุ่มขึ้นที่มีราคาแพงไม่สมเหตุสมผลและโฆษณาสรรพคุณเกินจริง เช่น อ้างเป็นครีมแก้ริ้วรอยเ***่ยวแก่ ครีมทำให้ผิวเต่งตึง ครีมยกหน้า ทำให้หน้าเป็นเด็ก ครีมที่มีลักษณะเป็นซีรุ่ม ครีมที่มีถ้อยคำโน้มน้าวเลิศหรูต่างๆ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ครีมบำรุงผิวที่แพงเกินไป นอกจากโฆษณาเกินจริงแล้ว มักมีการผสมน้ำหอมมากเกินไป ซึ่งทำให้ผิวแพ้ระคายเคืองง่าย มีการผสมสารธรรมชาติ เช่น พืช ผัก ผลไม้ทำให้ผิวแพ้ได้ และมีการผสมสีสันต่างๆ เพื่อดึงดูดให้ดูน่าใช้ทั้งๆ ที่สีมีอันตรายต่อผิวหนัง ควรทาครีมให้ความชุ่มชื้นหลังอาบน้ำเสร็จ เช็ดตัวหมาดๆ เพราะจะช่วยให้ผิวหนังดูดซึมได้ดี ครีมบำรุงเหล่านี้ใช้แก้ไขปัญหาผิวแห้ง ทำให้ผิวหนังดูนุ่มเนียนขึ้นได้ แต่ไม่อาจแก้ไขริ้วรอยเอวัยวะเพศหญิง่ยวแก่ที่เกิดจากแสงแดดหรือการสูบบุหรี่ได้

ผิวแห้งยังพบการกำเริบของโรคผิวหนังบางอย่างในหน้าหนาว  เช่น โรคเซ็บเดิม และ โรคภูมิแพ้ผิวหนัง โรคเซ็บเดิม (Seborrheic dermatitis ) เป็นโรคในกลุ่มเดียวกับรังแค และ โรคสะเก็ดเงิน แสดงอาการเป็นผื่นแดงตามหน้าผาก ข้างแก้ม คิ้ว แนวไรผม ปัจจัยที่ทำให้โรคเซ็บเดิมกำเริบได้แก่ ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ผิวหน้าแห้ง ล้างหน้าฟอกสบู่บ่อยครั้งเกินไป การโดนแสงแดดจัด ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนจัด เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว คนไทยไม่ค่อยเป็นโรคนี้ ขณะที่ฝรั่งตะวันตกเป็นกันมาก ปัจจุบันพบคนไทยเป็นโรคนี้มากอาจเพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น นั่งทำงานหรือนอนแต่ในห้องแอร์ทั้งวัน รวมถึงความเครียดที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากโรคเหล่านี้แล้วยังมีปัญหาผิวในหน้าหนาวที่พบบ่อยอีกอย่างคือ เรื่องของรังแคที่หนังศีรษะ ควรต้องลดการสระผมลงหรืออาจต้องใช้แชมพูยาขจัดรังแค ในช่วงหน้าหนาว หลายคนไปเที่ยวตามต่างจังหวัดที่มีอากาศหนาวเย็น ก็ควรต้องสวมหมวกป้องกันเอาไว้ เพราะไม่เพียงแค่ช่วยป้องกันโรคไข้หวัดหรือโรคติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังลดการเกิดรังแคได้ด้วย

ที่มาจาก fwd mail