ผลไม้ มันแกว ลดความอ้วน เบาหวาน

ประโยชน์ของ มันแกว หนึ่งในผลไม้ควบคุมน้ำหนักตัวเด็ด

Home / สุขภาพทั่วไป / ประโยชน์ของ มันแกว หนึ่งในผลไม้ควบคุมน้ำหนักตัวเด็ด

มันแกว สีขาว รสหวานกรอบ ที่เห็นขายตามรถเข็นผลไม้ทั่วไป หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่ามีคุณประโยชน์มากมาย อาทิ ช่วยลดความอ้วน เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน ดีต่อระบบขับถ่าย ไปอ่านประโยชน์ของเจ้ามันแกวที่ว่ากันค่ะ จะได้เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่เป็นตัวเลือกให้ทุกคนเลือกรับประทาน

สารพัดประโยชน์ของ มันแกว

มันแกวเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโกและประเทศในแถบอเมริกากลาง จัดเป็นผลไม้ควบคุมน้ำหนักที่ให้ประโยชน์สูง มีสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายหากินได้ง่าย ในประเทศไทย นิยมปลูก 2 ชนิดใหญ่ คือ พันธุ์หัวเล็ก และพันธุ์หัวใหญ่

ภาพจาก: medthai.com

ประโยชน์ของมันแกว

  • มันแกวมามีน้ำตาลโอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose) ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญได้เอง เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
  • มันแกวอุดมไปด้วยกรดโฟลิก มีส่วนช่วยควบคุมไม่ให้หลอดเลือดหัวใจตีบ ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น
  • ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ โดยปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 1 ถ้วยตวง (120 กรัม)
  • มีวิตามินซี มีส่วนช่วยในการป้องหวัด มะเร็ง และต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้
  • มีเส้นใยอาหารสูง ดีต่อระบบขับถ่าย ช่วยป้องกันโรคท้องผูกได้
  • จากการศึกษาของ the British Journal of Nutrition ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2005 แสดงให้เห็นว่าอาหารที่มีอินูลิน (Inulin) อย่างมันแกว สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของมะเร็งในลำไส้ใหญ่ไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
  • หัวมันแกวมีสรรพคุณช่วยทำให้เกิดน้ำหล่อเลี้ยง แก้กระหายน้ำ ร้อนกระสับกระส่าย ลดไข้ รักษาโรคร้อนดับพิษ
  • หัวมันแก้ว ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ หน้าแดง, ช่วยแก้ความดันโลหิตสูง, ใช้เป็นยารักษาพิษสุราเรื้อรัง
  • ใบมันแกวมีสรรพคุณเป็นยาถ่ายพยาธิ, ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังกลากเกลื้อน
  • เมล็ดแก่ป่นหรือบด ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนังได้  บ้างว่าใช้เมล็ดบดนำมาทาผิวหนังที่หูดจะช่วยรักษาหูดได้
ภ่าพจาก: www.flickr.com/

คำเตือน มันแกว มีโทษ ด้วยนะ

  • ใบแก่ ฝักแก่ และเมล็ดของต้นมันแกว เป็นพิษต่อการบริโภคทั้งกับคนและสัตว์ (ส่วนที่ไม่เป็นพิษคือส่วนของหัว ใบอ่อน และฝักอ่อน) ดังนั้นเวลาทานดูกันให้ดีก่อนนะคะ

ข้อมูลจาก: medthai.com, vcanfit.blogspot.com