เคล็ดลับสุขภาพดี กับ น้ำมันงา | ช่วยดูแลผิวพรรณ เส้นผม

Home / สุขภาพทั่วไป / เคล็ดลับสุขภาพดี กับ น้ำมันงา | ช่วยดูแลผิวพรรณ เส้นผม

น้ำมันงากับสารพัดประโยชน์ที่อยากส่งต่อ เช่น การหมักบำรุงเส้นผม ดูแลให้เล็บมีความแข็งแรง ใช้หลังออกแดดจัดก็ดี หรือจะทาหลังอาบน้ำเสร็จก็บำรุงร่างกายได้อีกด้วย

น้ำมันงา สารพัดประโยชน์

ใช้ทาและนวดบริเวณลำตัวเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยตัว คลายกล้ามเนื้อ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เส้นประสาทภายใต้ผิวหนัง

ใช้ทาหลังอาบน้ำชำระร่างกายเสร็จเพื่อบำรุงผิวให้มีความชุ่มชื่น เนียนนุ่ม เต่งตึงเปล่งปลั่ง ไม่แห้งแตกลอกเป็นขุย ทาแล้วผิวจะเป็นมันวาวแต่สามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังได้รวดเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะเลยค่ะ  และยังเป็นการผ่อนคลายอารมณ์และคลายความตึงเครียดด้วยค่ะ

ในน้ำมันงายังมีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดเลือนริ้วรอยให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

ใช้ทาผิวหนังหลังจากออกแดดจัดๆ เพื่อรักษาอาการผิวหนังไหม้ งามีสาร Beta – sitosterol ซึ่งมีฤทธิ์ลดอาการอักเสบได้ ช่วยบรรเทาอาการผิวไหม้แดง และช่วยกระบวนการหายของแผล

ใช้หมักผมทิ้งไว้ 15-30 นาทีก่อนสระผมจะช่วยให้เส้นผมมีความงามงาม ผมสลวยมีน้ำหนักและนิ่มมากๆ แก้ปัญหาผมแตกปลาย ผมแห้งเสีย แบนลีบได้ดีมากเลยค่ะ

น้ำมันงายังกระตุ้นการงอกของเส้นผม ให้ผมดกดำ โดยไปเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตรอบ ๆ รูขุมขนบนหนังศีรษะ และบำรุงรากผมให้แข็งแรงไม่หลุดร่วงง่าย

ใช้น้ำมันงาทาบริเวณเล็บและหนังข้างๆเล็บเพื่อให้เล็บมีความแข็งแรง เงางาม ไม่หักง่าย และให้หนังบริเวณเล็บเนียนนุ่ม ไม่แข็ง

ผสมน้ำชำระส่วนปกปิดจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการคัน (Vaginal yeast infections) และเนื่องจากน้ำมันงามีสารที่มีผลคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง จึงมีผู้ใช้ทาเฉพาะที่เพื่อช่วยลดการเปลี่ยนแปลง เช่นการเกิดการบางตัวของผิวที่อาจทำให้มีอาการระคายเคืองเมื่อฮอร์โมนหญิงลดลง ชาวอินเดียใช้ทาหน้าท้องเมื่อปวดประจำเดือน

มีผลในการระบายท้อง (Laxative) โดยจิบเพียง 1 ช้อนชาก่อนนอน อาจช่วยบรรเทาอาการท้องผูก แต่อย่าใช้ขณะท้องร่วง น้ำมันงา ใช้ลดการหมักหมมในช่องท้อง โดยทานน้ำมันงาดิบ ๆ 1 ถึง 2 ช้อนโต๊ะ ขณะท้องว่าง เพื่อให้ลำไส้ขับสิ่งที่หมักหมมอยู่ออกไป

ใช้น้ำมันงาประกอบอาหารรับประทานเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแข็งตัว หลอดเลือดหัวใจตีบตัน และอาการท้องผูก

ใช้ล้างพิษการทำ “Oil Pulling”

วิธีการทำ “Oil Pulling”

เช้าตื่นนอนขึ้นมา ช่วงท้องว่าง ก่อนรับบประทานอาหารเช้าเอาน้ำมันประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่เข้าปาก อย่าได้กลืนลงคอไปนะครับ แล้วทำให้น้ำมันเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในปาก (Move Oil Slowly) กลั้วอยู่ในปาก ไม่ต้องทำแรงนัก Dr.Karach ใช้วิธีค่อยๆ จิบน้ำมันเข้าปาก ดูด และดึง น้ำมันให้ผ่านฟันไปมาให้ทั่วๆ ใช้เวลา 15 – 20 นาที

ในขั้นตอนนี้ น้ำมันจะผสมกลมกลืนกับน้ำลาย แล้วทำให้มันเคลื่อนไหวกระตุ้นเอนไซม์ เพื่อให้เอนไซม์ดึงสารพิษออกมาจากกระแสเลือด จงอย่ากลืนน้ำมันนี้ลงคอไป เพราะมันมีพิษ พิษที่ดึงออกมานั่นแหละ

เมื่อเราคลื่อนไหวน้ำมันอยู่ในปากสักพัก จะรู้สึกว่าน้ำมันนั้นเบาบางลงไม่หนืด ลักษณะคล้ายน้ำ สีขาว

แต่ถ้าน้ำมันนั้นยังมีสีเหลือง(น้ำมันงา ทานตะวันจะสีเหลือง น้ำมันมะพร้าวจะใส) อยู่เหมือนเดิม แสดงว่าใส่น้ำมันมากไป หรือยังใช้เวลาไม่นานพอ

ขั้นต่อไป ให้บ้วนน้ำมันที่อมอยู่ทิ้ง แล้วใช้น้ำสะอาดล้าง หรือจะให้ดี ก็ใช้นิ้วมือช่วยทำความสะอาดฟันและเหงือกด้วยก็ได้

หลังจากที่บ้วนทิ้งแล้ว ควรล้างช่องปากด้วยน้ำเปล่าอย่างน้อย 4-5 ครั้ง และ จึงทำการแปรงฟัน หลังจากนั้นให้ล้างอ่างล้างหน้าให้สะอาด เพราะจะเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเและเรียและสารปนเปื้อนที่เราบ้วนออกมาจากปากของเรานั่นเองสิ่งที่จะเห็นได้ชัดขึ้นคือ ช่องปากของเราจะสะอาด และ ลมหายใจจะสะอาดขึ้น โดยฟันก็จะขาวขึ้นด้วย ปัญหาในช่องปากก็จะลดลง รวมทั้งปัญหาขอบตาคล้ำ และอาการนอนหลับไม่สนิท

เวลาที่ดีที่สุดในการบำบัด คือตอนเช้าก่อนอาหาร และสามารถ ทำซ้ำได้ สามเวลา คือก่อนมื้อแต่ต้องเป็นในช่วงท้องว่าง เป็นที่น่าสนใจและเสียเวลาเพียงเล็กน้อย และค่าใช้จ่ายเพียงน้อยนิดแต่อาจได้ผลอย่างน่าทึ่งเชียวค่ะ

ผลที่ได้สามารถบำบัดรักษาอาการเหล่านี้อย่างเห็นผลได้ชัดคือ อาการปวดศีรษะ, ปวดฟัน, โรคเกี่ยวกับหัวใจ และ ไต,โรคหลอดลมอักเสบ,เลือดตีบหรือคั่ง,โรคเรื้อนกวาง หรือ แผลเปื่อย, ฝี แผลมีหนอง,โรคเกี่ยวกับลำไส้ การย่อย รวมทั้งโรคในผู้หญิง และยังสามารถป้องกันการเติบโตขึ้นใหม่ของเนื้องอกที่เป็นอันตรายหลังจากการรักษา,โรคเรื้อรังจากเลือด,อัมพาต,โรคเกี่ยวกับเส้นประสาท,ช่องท้อง,ปอดและ ตับ หรือโรคนอนไม่หลับ จริงๆ แล้วสามารถบำบัดได้เกือบทุกโรคก็ว่าได้ รวมทั้งผู้ที่ถูกสารพิษ หรือ สารเสพติด

หมายเหตุ : ต้องเป็นน้ำมันงาที่สกัดเย็นเท่านั้นค่ะ