Warning Adult Content 18+ เนื้อหาเหมาะกับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

เมื่อผู้หญิงพูดว่า .. หนูมีเชื้อ HIV

Home / เพศศึกษา / เมื่อผู้หญิงพูดว่า .. หนูมีเชื้อ HIV

ภรรยา นามสมมติ : เอ

สามี นามสมมติ : ชาติ

ชีวิตจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ติดเชื้อ HIV จากพี่ชาติ ผู้ชายคนแรกของเธอ

แรกเริ่ม พี่ชาติก็หลอกว่า จะเลิกกับภรรยา เพื่อมาแต่งงานกับเอ [มุขอมตะจริงๆ] แต่ในที่สุดเค้าก็เลิกกันจริงๆ และแล้วเราก็ได้จดทะเบียนสมรส เป็นสามี-ภรรยากันถูกต้องตามกฎหมาย และมีลูกด้วยกัน 1 คน

แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ พี่ชาติรู้ตัวอยู่แล้วว่า ตัวเองมีเชื้อ HIV แต่ไม่เคยบอกกล่าวหรือจะป้องกันไม่ให้เชื้อมันแพร่มาถึงเธอเลย จนวันหนึ่ง เธอเริ่มรู้สึกว่า พี่ชาติมีอาการป่วยตลอดเวลา มีไข้ ท้องเสีย เป็นๆ หายๆ เธอจึงพาพี่ชาติไปหาหมอ หมอก็บอกว่า สามีคุณติดเชื้อ HIV 

หัวใจเอแทบสลาย นึกถึงตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน.. “คนรักกัน เค้าทำอย่างนี้กันหรือ” นี่หรือที่เรียกว่า “ความรัก”

แต่เอก็ต้องทำใจยอมรับ และอยู่กับมันต่อไป พร้อมกับกินยารักษาตัวเองไปด้วย แต่ในการจะร่วมรักกับพี่ชาติแต่ละครั้ง มันก็ทำให้เธออดนึกถึงเรื่อง “เชื้อ HIV” และ “ความไว้ใจ” ไม่ได้ เธอจึงเลี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์กับพี่ชาติทุกครั้ง

และแล้ว ผู้ชาย.. เมื่อหาความสุข(ทางเพศ) จากในบ้านไม่ได้ ก็ต้องออกไปหานอกบ้าน ก็เริ่มมีกิ๊ก พฤติกรรมเริ่มเปลี่ยน ที่สำคัญ.. กิ๊กของพี่ชาติ ก็มีสามีและลูกอยู่แล้วด้วย!!

[เข้าข่าย หญิงก็ร้าย ชายก็เลว]

ด้วยความสงสาร และสงสัย เอจึงหาเบอร์ของกิ๊ก แล้วโทรถามถึงความสัมพันธ์ ฝ่ายกิ๊กก็ไม่สะทกสะท้านที่จะตอบว่า “เรามีอะไรกันแล้ว” เอจึงถามต่อว่า “ได้ป้องกันหรือไม่” กิ๊กก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเฉยว่า “ไม่!!” เอได้แต่อุทานออกมาเบาๆ..  “เวรกรรม” และบอกให้กิ๊กไปตรวจเลือดซะ เพราะพี่ชาติเป็นเอดส์

ฝ่ายกิ๊กบอก “ไม่เชื่อ” และถึงกับหัวเราะร่า เพราะคิดว่าพูดแบบนี้ แล้วจะทำให้เธอเลิกยุ่งกับพี่ชาติหรอ เอก็ได้แต่เวทนาอยู่ในใจ เลิกยุ่งกับฝ่ายกิ๊ก และตัดสินใจเลิกกับพี่ชาติไปในเวลาไม่นานนัก

ชีวิตจริง ยิ่งกว่าละคร

ไม่นานนัก เอก็เริ่มมีผู้ชายมาติดพันธ์ และร่วมหลับนอนกับเอ โดยใช้เวลาไม่นาน ฝ่ายเอเอง ก็ขอให้ผู้ชายใช้ถุงยางอนามัย ผู้ชายก็ยอม [ชม.นั้น อะไรก็ยอมอ่ะ] แล้วก็คบกันไประยะหนึ่ง

และแล้ว ก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น เมื่อการร่วมหลับนอนครั้งนี้ ผู้ชายดันถอดถุงยางออกกลางคัน เอตกใจ ได้แต่ร้องว่า “อย่า…”

แต่ผู้ชายกลับพูดว่า “ทำไมอ่ะ ไม่ไว้ใจพี่หรอ ไม่ต้องห่วง.. พี่ทำหมันแล้ว”

เอก็เลยตัดสินใจบอกไปว่า “หนูเป็น เอดส์ หนูมีเชื้อ HIV 

แทนที่ผู้ชายจะหยุดคิดสักนิด กลับหัวเราะ และตอบว่า “อย่ามาอ้างเลย พี่ไม่เชื่อหรอก” [ซะงั้นอ่ะ!!] และไม่หยุดรีรอ จนสำเร็จความใคร่ เอก็ได้แต่คิดในใจว่า “เวรกรรมจริงๆ” และตัดสินใจหายไปจากชีวิตของผู้ชายคนนั้น

ชีวิตมันช่างมีเคราะห์กรรม เคราะห์ซ้ำ กรรมซัดอะไรขนาดนี้..

ผู้หญิง

วันหนึ่ง เอทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร และถูกเพื่อนของเจ้าของร้าน “ข่มขืน” ซึ่งเอพยายามร้องขอว่า “อย่าทำหนูเลย.. หนูเป็นเอดส์นะพี่” อนิจจา ฝ่ายชายหาได้ฟังไม่ “พี่ไม่เชื่อหรอก ข้ออ้างเพื่อเอาตัวรอดน่ะสิ” และแล้ว.. ก็สำเร็จความใคร่ไปโดยหารู้ไม่ว่าชีวิตคุณจบสิ้นแล้ว!!

การโดนข่มขืนของเอ.. มิได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว มันเกิดขึ้นครั้งแล้ว ครั้งเล่า ต่างคน ต่างสถานที่ โดยแต่ละคน ไม่สวมถุงยางนามัยเลย!!

แต่เอก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป และมีผู้ชายเข้ามาในชีวิตเรื่อยๆ ในการร่วมหลับนอนกับผู้ชายแต่ละครั้ง เอพยายามขอให้ฝ่ายชายใส่ถุงยางอนามัย เมื่อฝ่ายชายปฏิเสธ เอจึงต้องจบประโยคว่า “หนูเป็นเอดส์ หนูมีเชื้อHIV” แต่ ผู้ชายทุกคน ไม่เคยเชื่อคำที่เอพูด และไม่คิดจะสวมถุงยางอนามัยทุกคน ทุกคนได้แต่พูดว่า “ไม่เป็นไร พี่เป็นหมัน” บ้างก็ว่า “อย่าห่วงเลย เมียพี่เป็นพยาบาล รักษาความสะอาดดี”

[คำว่า “เอดส์” มันดูไม่น่ากลัวเลยรึไงหนอ]

ทุกคนได้แต่กล่าวอ้าง ว่าตนเองสะอาด ปลอดภัย แต่ไม่เคยนึกถึงคนที่ร่วมหลับนอน ที่ไม่ใช่ภรรยาตนด้วยเลยว่า เธอปลอดภัยรึเปล่า ที่สำคัญ ผู้ชายเหล่านั้น ล้วนมีภรรยาและลูก มีหน้าที่การงานดี เป็นคนมีหน้ามีตาในสังคมทั้งนั้น!!

ชีวิตจริงเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง”

คุณมั่นใจได้อย่างไร ว่าคนที่คุณมีเพศสัมพันธ์ด้วย เค้าปลอดเชื้อ HIV