สาเหตุและอาการ ที่บอกว่าคุณเป็น”โรคกลัวความรัก”

Home / สุขภาพทั่วไป / สาเหตุและอาการ ที่บอกว่าคุณเป็น”โรคกลัวความรัก”

โรคนี้มีจริงๆ นะคะ โรคกลัวการตกหลุมรัก (Philophobia) หรือเรียกง่ายๆ ว่าโรคกลัวความรัก โดยจากสถิติในบรรดาโรคกลัวชนิดต่างๆ ถือว่ารั้งอันดับโรคกลัวที่มีผู้ป่วยมากที่สุด แต่ยังไม่ค่อยรู้ตัวคิดว่าเป็นอาการปกติทั่วไป เราจึงหาข้อมูลของโรคนี้มาให้อ่านกันค่ะ

โรคกลัวการตกหลุมรัก คืออะไร …

สาเหตุและอาการของโรค มีดังนี้…

1. เหตุการณ์ในแง่ลบที่ฝังใจมาตั้งแต่ตอนเด็ก

โดยเฉพาะหากเติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหาหย่าร้าง พ่อแม่คนใกล้ตัวมีชีวิตรักในแง่ลบ เช่น ทะเลาะกันประจำ หรือแสดงความรุนแรงต่อกันบ่อยๆ รวมทั้งวัฒนธรรม ประเพณี หรือศาสนาที่มีกฎข้อห้ามเกี่ยวกับเรื่องความรักอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจจะสร้างความรู้สึกเกรงกลัวฝังรากลึกในใจบางคนได้ ส่งผลให้ไม่อยากเสี่ยงกับการมีความรักนั่นเอง

2. ประสบการณ์ความรักที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า

โดยเฉพาะกับคนที่มีประสบการณ์อกหักอย่างโชกโชน ความรู้สึกผิดหวัง ความเจ็บปวดที่เกิดจากการกระทำของคนเคยรัก อดีตเหล่านั้นจะตามหลอกหลอนให้รู้สึกเจ็บมากจนไม่กล้าจะเอาหัวใจตัวเองไปลองเสี่ยงอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้เกิดความระแวงระวังเกินเหตุ ไม่กล้าที่จะมีรักครั้งใหม่อีกต่อไป

อาการของโรคนี้

1. กลัวการเริ่มต้นความรักครั้งใหม่

ทุกครั้งที่พบเจอกับคนที่ถูกใจและรู้สึกว่าความสัมพันธ์กำลังไปได้สวย จะมีความรู้สึกวิตกกังวลและพยายามจบความสัมพันธ์นั้นให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองต้องเจอกับภาวะเสียใจ

2. ชอบอยู่คนเดียว
หลงรักการทำอะไรด้วยตัวคนเดียว หงุดหงิดกับการต้องร่วมกิจกรรมกับคนอื่น เบื่อหน่ายที่จะต้องรอคอยใครสักคน เสพติดการอยู่คนเดียว และไม่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกับใคร

3. มือชา เท้าชา หน้าชา หายใจเร็วและแรงเมื่อมีคนเข้ามาจีบ

บางสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ คุณอาจไปเจอกับคนที่ชอบรุกเดินหน้าจีบแบบตรงไปตรงมา ทำให้คุณเกิดภาวะกดดันทำตัวไม่ถูก และมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ เหมือนคนตื่นเต้น เช่น เหงื่อออกมือ ใจเต้นเร็ว อาเจียน เป็นลม

หากพบว่าเป็นโรคนี้ควรทำอย่างไร

ตัวเองหรือคนข้างรอบที่รู้จักมีอาการแบบนี้ ควรพูดคุยเพื่อหาทางไปพบแพทย์ เพราะการพบจิตแพทย์ไม่ได้หมายความว่ามีอาการทางประสาทเพียงอย่างเดียว การพบแพทย์เพื่อพูดคุยถึงปัญหาและหาทางออกร่วมกัน การรักษาจะมีตั้งแต่การเผชิญหน้าเปิดใจเรื่องความรัก ไปจนถึงการกินยาซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดที่ควรจะทำค่ะ

 

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ภาพจาก : thaihealth